กว่าจะเจื่๋อน กว่าจะเป็นขันที (ใจไม่ถึงห้ามอ่าน)

รูปปั้นจำลองการตอน

 

กว่าจะเจื๋อน กว่าจะเป็นขันที (ใจไม่ถึงห้ามอ่าน)

 

หากจะสืบย้อนกลับไปว่าขันทีเกิดขึ้นในสมัยไหน อาจจะต้องย้อนเวลาไปเป็น 2000 ปีกันเลยทีเดียว
ขันทีนั้นไม่ได้มีเฉพาะประเทศจีน ในแถบยุโรบก็มีขันที ประเทศอื่นๆก็มีขันทีเช่นกัน
แต่ที่จะนำเสนอในวันนี้ คือขันทีจีน

 

ขันทีนั้นอยู่ในพระราชวังฝ่ายใน มีชีวิตที่ดีกว่าตอนอยู่นอกรั้ววัง

ขันทีนั้นอยู่ในพระราชวังฝ่ายใน มีชีวิตที่ดีกว่าตอนอยู่นอกรั้ววังใครจะรู้ก่อนจะมายืนอยู่จุดนั้น เข้าเจออไรมาบ้าง

 

คนสมัยจีนโบราณนั้นเกิดมาต้องวัดดวงกันว่าจะเกิดมาในครอบครัวแบบใด หากเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยก็สบายเสวยสุขไป
หากเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลางก็พอถูๆไถๆชีวิตไปได้ แต่หากเกิดมาในครอบครัวยากจนข้นแค้นแล้วละก็….

 “ชีวิตเหมือนฟ้าแกล้งชัดๆ”

ความลำบากในสมัยก่อนนั้นคือความยากลำบากที่ลำบากจริงๆ ไม่มีที่นา ไม่ได้รับการศึกษา

ไม่มีทุนตั้งตัวต้องรับจ้างใช้แรงงานเป็นเรื่องที่ยากๆเอามากๆที่จะเลื่อนสถานะทางสังคมของตัวเองให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ได้

 

แต่จะว่าไป….

 

การเลื่อนสถานะตัวเองให้สูงขึ้นแบบทางลัดก็ใช่ว่าจะไม่มี

 

แต่การได้มานั้น มันก็ต้องยอมแลกกับของรักของหวง ซึ่งวิธีนั้นก็คือ การเป็นขันที ……..

 

หากจะย้อนเวลากลับไปตามหาต้นฉบับของขันทีนั้น ต้องย้อนไปสมัยโบราณบางยุคบางสมัยของจีนเลย เรื่องมีอยู่ว่า

มีแคว้นแดนหนึ่งไปรบกับแคว้นหนึ่งชนะ

ก็จะจับเชลย(ผู้ชาย)อีกฝ่ายมาขังไว้ จากนั้นก็จะเอาบรรดาชายเหล่านั้นมาเจื๋อนกระจู๋ให้ไม่สามารถมีอะไรกับผู้หญิงได้

แล้วส่งตัวเข้าไปรับใช้ในพระราชวังฝ่ายใน(ส่วนที่มีแต่ผู้หญิงของพระราชา) เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ฝ่ายในทำไม่ได้

นอกจากอาศัยแรงพละกำลังของผู้ชาย  ครั้นจะส่งผู้ชายเข้าไปอยู่ในฝ่ายในก็อันตรายมากที่จะลอบเป็นชู้กับสาวๆของพระราชา

การเจื๋อนของรักของชายเหล่านั้นทิ้ง จึงเป็นการตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม  เมื่อเวลาผ่านไป การเป็นขันทีนั้น

ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการบังคับอีกต่อไป แต่เกิดจากความสมัครใจ แต่ส่วนใหญ่เลยที่ยอมทำอย่างนั้น เพราะต้องการหนีจากความยากจน

หรือพ่อแม่ที่ขายลูกตัวเองเป็นขันที เพราะลูกก็ได้สบาย ส่วนตัวเองก็จะได้มีเงินไปหมุน….

สมัยนี้ก็ยังมีนะไอ้เรื่องขายลูกหมุนเงินเนี่ย…หรืออาจจะกล่าวได้เป็นการเลื่อนสถานะทางสังคมของตนเองด้วยทางลัด

 

ที่นี่เข้าเรื่องเลยดีกว่า หลายคนสงสัยว่าทำไมเขาถึงกล้าให้คนอื่นตอนจู๋ตัวเอง ให้คนอื่นตอนจู๋ให้ยังน้อยไปเพราะยังเป็นมนุษย์ด้วยกันตอนให้ แต่สมัยแรกๆหนะเหรอ จะใช้อุจจาระทาที่อวัยวะเพศชาย แล้วให้หมากัดจนขาด ห่ะ …. อื้ม ใช่เรื่อง ….จริงต่อมาในพระราชวังจึงมีหน่วยบริการตอนจู๋ สำหรับผู้ที่ทำใจได้และต้องการจะเป็นขันที การตอนก็จะมีความนิ่มนวลและทำออกมาได้สวยงามมากขึ้น และถูกสุขลักษณะ แต่ต่อมาจำนวนผู้ต้องการที่จะหนีความยากจนมาเป็นขันทีนั้นเพิ่มมากขึ้นๆเรื่อยๆ หน่วยบริการตอนของพระราชวังไม่สามารถรับมือได้อีกต่อไป  จึงออกกฏว่า หากจะเป็นขันทีต้องตอนเอง จะด้วยวิธีใดก็ตาม

 

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตอน

อุปกรณ์ที่ใช้สำหรับตอน

 

สำหรับหมอผู้ตอนนั้นจะสืบทอดวิชาการตอนรุ่นต่อรุ่นเท่านั้น จะไม่ส่งต่อให้บุคคลนอกสายเลือดเด็ดขาด และตัวหมอเองก็ได้รับการถ่ายทอดวิชาการตอนสืบทอดกันต่อมารุ่นต่อรุ่นเช่นกัน ส่วนใหญ่อาจารย์ผู้ตอนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับนักพรตในลัทธิเต๋า ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนและขัดเกลาจิตใจมาแล้ว ผู้ที่ต้องการตอนเป็นขันทีต้องปฏิญานตนเข้าเป็นศิษย์ก่อนการตอนทุกครั้ง จากนั้นจะนับถืออาจารย์ผู้นั้นเสมือนพ่อคนหนึ่ง ดังสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้เกี่ยวกับพิธีนี้ว่า หนึ่งวันเป็นอาจารย์ หลังจากนั้นเป็นพ่อลูกกันตลอดไป

 

หมอผู้ตอนคนท้ายๆ

หมอผู้ตอนคนท้ายๆ

 

ก่อนทำการตอนจริงๆจัง ผู้ที่จะถูกตอนต้องลงนามในหนังสือรับรองการให้ตอน แล้วจากนั้นต้องให้พ่อแม่พี่น้องลงลายมือชื่อ

 

ในหนังสือรับรองว่าหากตอนแล้วตายจะไม่ฟ้องร้อง (แหม..รัดกุมมากๆเลยนะครับ)

 

นอกจากในหนังสือรับรองจะเขียนเพื่อป้องกันการฟ้องร้องแล้ว
ยังมีข้อกำหนดอื่นๆอีกๆเช่น
– การตอนให้ก็เหมือนการที่พ่อแม่ลงทุนให้กับบุตร หากในอนาคตได้เป็นขันทีใหญ่มีหน้ามีตา ต้องช่วยกลับมาคืนบุญคุณผู้ที่ตอนให้ด้วย

 

เพราะก่อนจะเป็นขันที ก่อนจะตอน คนถูกตอนมาด้วยความยากจนข้นแค้น ไม่มีเงินจ่าย แต่ผู้ตอนก็ทำให้และหวังค่าตอบแทนหลังจากที่ได้เป็นขันทีแล้ว

 

มาเข้าสู่วิธีการเจื๋อนและความทรมานอันแสนสาหัสหลังตอน

 

ก่อนที่จะตอน หมอจะทำการต้มยาชาที่มีกลิ่นเหม็นมากๆ เหม็นแบบทั่วบริเวณบ้านใกล้เรือนเคียงกันเลยทีเดียว แต่คนต้มก็จะใส่
ไข่ไก่ลงไป2ฟองเพื่อลดดีกรีความเหม็นลงมา หลังจากนั้นก็รอจนไข่ไก่ที่ใส่ลงไปสุกจนแข็งถึงจะถือว่าใช้ได้
จากนั้นอาจารย์ก็จะเอายาชาต้มเสร็จชามใหญ่ที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงให้กับชายที่จะถูกตอนดื่ม ก่อนที่จะดื่มตามด้วยเลือดหมูสดๆอีก 2 ชาม
หลังจากดื่มเสร็จ ชายที่กำลังจะขึ้นเขียงก็รู้สึกมึน ตาลาย ร่างกายชาไปทั้งตัว กล้ามเนื้อตามร่างกายกะตุกระรัวตลอดเวลา

 

 

ตอนนี้เองขาของชาย(ผู้เลือกทางเดินตนเองแล้ว)จะถูกง้างออก เอวจะถูกตรึงไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา จนไม่สามารถขยับได้แม้แต่นิดเดียว
จากนั้นแววตาของชายผู้ที่กำลังจะถูกตอนก็จะพร่ามัวไม่ได้สติ ร่างกายสั่นเครือ เย็นและชาไปทั้งตัว ตอนนี้นี่เองอาจารย์ผู้ตอนก็จะลงมีด (หึย..)

 

รูปปั้นจำลองการตอน

รูปปั้นจำลองการตอน

 

การลงมีดของหมอนั้น เริ่มต้นด้วยการเจาะผิวหนังบริเวณลูกอัณฑะให้เป็นช่อง แล้วทำการคว้านลูกอัณฑะสดๆ ออกจากผิวหนังที่หุ้มอยู่

 

(นาทีนี้บอกเลยตายทั้งเป็น) ในระหว่างที่ผู้ถูกผ่ากรีดร้องอ้าปากโหยหวนเพราะความเจ็บปวดนั้น ผู้ช่วยหมอก็จะเอาไข่ไก่สดๆ

 

เทไปในปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียงดัง เพราะความเหนียวเป็นยางยืดของไก่จะไปเคลือบกล่องเสียงไม่ให้เปล่งเสียงได้

 

(นี่ก็ทรมาน…คนเราแค่สำลักน้ำก็จะแย่อยู่ละ) เมื่อควักอัณฑะออกจากช่องนั้นแล้ว หมอก็จะทำการตัดที่ตัวอวัยวะเพศออกมาทั้งดุ้น และเหลือให้เป็นช่องเล็กๆสำหรับไว้ปล่อยปัสสาวะเท่านั้น นาทีไม่ต้องบรรยายก็รู้ว่า ความเจ็บปวดมันจะเป็นอย่างไร ยาชาสมัยก่อนแม้จะมีสรรพคุณแค่ไหน ก็คงไม่แรงเท่ายาชาสมัยนี้

 

สภพาหลังจากที่ถูกตอนเรียบร้อยแล้ว

สภาพหลังจากที่ถูกตอนเรียบร้อยแล้ว

 

การเป็นขันทีนั้นช่างแสนยากลำบากและน่าสงสารมาก ระหว่างถูกตอนมือกับขาถูกมัดไว้แน่น เหมือนหมูที่อยู่ในโรงเชือดอย่างไงอย่างงั้น

 

หากมือหมอนั้นมีเชื้อโรคเพียงนิดเดียว ก็อาจจะติดเชื้อและอักเสบจนถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นก่อนผ่านตัดหมอผู้ผ่าจะต้องทำร่างกายให้สะอาดอย่างมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 

ความทรมานยังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังจากผ่าเสร็จผ่านไป 1 วัน ผู้ถูกตอนจะไม่สามารถทานอะไรได้เลย และที่แย่กว่านั้นคือไม่ว่าจะปวดปัสสาวะหรืออุจาระก็ไม่สามารถปลดปล่อยได้ อุจารระ1 วัน 2 วันยังพอไหวสำหรับบางคน แต่ปัสสาวะนี่สิใครจะทนไหว เมื่อปวดมีแต่ยิ่งปวดเพิ่มขึ้นไปอีก วิธีที่จะบรรเทาคือการยัดเมล็ดข้าวโพดแห้งที่ใช้กรรไกรแต่งผิวให้เรียบ แล้วยัดเข้าไปทีละเมล็ดๆเพื่อที่จะให้ซับของเหลวที่อยู่ในช่องทางเดินปัสสาวะทีเพิ่งเจื๋อนเสร็จและเป็นแผลสดๆ คนที่ทนไม่ไหวก็ดันเมล็ดเหล่านั้นออกมาทางเดิม ช่างทุกข์ทรมานแสนสาหัสเหนือคำจะบรรยาย หากไม่ทำเช่นนี้แล้วปล่อยให้ปัสาวะราดออกมาทางปากแผลที่สดๆ ยิ่งจะทรมานกว่านี้หลายเท่านัก แล้วปากแผลจะกว้างขึ้นไปอีก (เห้อ ปลง)

 

หลังจากผ่านไปสักพัก หมอผู้ผ่าก็จะนำเลือดหมูมาทาจนทั่วบริเวณแผลสด เพื่อประสานแผลไม่ให้บวม ช่วงเวลานี้ส่วนหนึ่งพึ่งโชคชะตาให้ผ่านไปได้ เพราะความเจ็บมันทรมานมันอยู่ที่แผลตลอดเวลา

 

 

เมื่อผ่านมาได้วันที่ 2 หากอาการดีขึ้นอาหารมือแรกที่จะมาเสริฟถึงที่เลยคือโจ๊กเละๆ เพราะว่าเป็นอาหารชนิดเดียวที่จะกินได้ ส่วนด้านล่างเตียงนอนก็เป็นกระโถนรองของเสียจากการขับถ่ายวางไว้
พอเข้าวันที่ 3 จะสามารถลงจากเตียงได้ เพราะปากแผลเริ่มประสานกันแล้ว แต่ตอนนี้ อาจจะมีความเจ็บแบบมากๆมาเป็นระลอกๆ โดยเฉพาะบริเวณต้นขา กล้ามเนื้อจะกระตุกตลอดเวลา กระดูกก็เหมือนงองุ้มไป

 

จากนั้นอาการก็จะดีขึ้น เริ่มใช้ช่องที่เว้นไว้ปัสสาวะได้ เดินไปไหนมาได้ ต่อไปก็คงเหลือแค่การทำใจกับการหายไปของอวันบางชิ้นส่วน
เนื่องจากว่าขันทีนั้นถูกล้วงอัณฑะออกไปด้วย จึงทำให้ฮอร์โมนเพศชายลดน้อยลง หนวดเคราเริ่มไม่มี น้ำเสียงเริ่มแหลมเหมือนผู้หญิง ฮอร์โมนเพศหญิงเริ่มมีมากขึ้น บางคนก็ตุ้งติ้งไปเลย

เมื่อไม่มีฮอร์โมนเพศชาย ขันทีก็จะไม่มีหนวดเคราเหมือนผู้ชาย

เมื่อไม่มีฮอร์โมนเพศชาย ขันทีก็จะไม่มีหนวดเคราเหมือนผู้ชาย

 

 

แต่ในหน้าประวัติศาสตร์จีน ก็มีหลายคนที่ตอนไม่หมด หรือยังเหลืออัณฑะ ก็ยังมีความรู้สึกแบบผู้ชายอยู่ และมักจะลักลอบได้เสียกับนางใน ที่ไม่ได้เคยได้ต้องมือชาย หรือ พระราชาไม่ทรงโปรดแล้ว…

 

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะนึกภาพตามและสยองพองเกล้า แต่ต้องทำความเข้าใจครับ ว่านั่นคือวิถีของคนโบราณ ซึ่งสมัยนั้นสภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น ไม่มีทางเลือกอย่างทุกวันนี้ การเจ็บเพียงครั้งเดียว แล้วสบายตลอดชีวิตจึงเห็นจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับบางคน แม้จะโดนเฉือนเจ้าโลก ไม่สามารถมีลูกไว้สืบทอดวงศ์ตระกูล แต่ได้ตอบแทนบุพการีที่เลี้ยงดูมาในชาตินี้ให้สบาย และตัวเองก็ไม่ต้องลำบาก ถือว่าเป็นการที่คุ้มก็ได้สำหรับบางคน …….

 

 

บทความอื่น ๆ ที่น่สนใจ